หลักฐานทางประวัติศาสตร์

Archive for the ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์’ Category

ประวัติศาสตร์  เป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมหรือเรื่องราวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต  ร่องรอยที่คนในอดีตสร้างเอาไว้  เป้าหมายของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ คือ  การเข้าใจสังคมในอดีตให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด  เพื่อนำมาเสริมสร้างความเข้าใจในสังคมปัจจุบัน

ความสำคัญของประวัติศาสตร์ สามารถสรุปได้ดังนี้

1.  ประวัติศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักตัวเอง   กล่าวคือ   ทำให้รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับขอบเขตของตน   ขณะเดียวกันก็รู้เกี่ยงกับขอบเขตของคนอื่น

2.  ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกดความเข้าใจในมรดก   วัฒนธรรมของมนุษยชาติ   ความรู้   ความคิดอ่านกว้างขวาง   ทันเหตุการณ์   ทันสมัย   ทันคน   และสามารถเข้าใจคุณค่าสิ่งต่างๆในสมัยของตนได้

3.  ประวัติศาสตร์ช่วยเสริมสร้างให้เกิดความระมัดระวัง   ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์   ฝึกฝนความอดทน   ความสุขุมรอบคอบ   ความสามารถในการวินิจฉัย   และมีความละเอียดเพียงพอที่จะเข้าใจปัญหาสลับซับซ้อน

4.  ประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มนุษย์สามารถนำมาเป็นบทเรียน   และประยุกต์ใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหา   และวิกฤตการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรม   คุณธรรม   ทั้งนี้เพื่อสันติสุขและพัฒนาการของสังคมมนุษย์เอง

ลักษณะและประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์  หมายถึง  ร่องรอยของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์  สร้างสรรค์  รวมทั้งร่องรอยของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในอดีต  และเหลือตกค้างมาถึงปัจจุบัน  ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องนำทางในการศึกษา  สืบค้น  แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยงกับเรื่องราวในอดีตของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยแบ่งออกเป็น  2   ประเภท  ตามแบบสากล คือ

1. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่  จารึก  บันทึก  จดหมายเหตุร่วมสมัย  ตำนาน  พงศาวดาร  วรรณกรรมต่างๆ  บันทึกความทรงจำ  เอกสารราชการ  หนังสือพิมพ์  กฎหมาย  งานวิจัย  งานพิมพ์ทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น  (  ผนังถ้ำที่เป็นรูปวาดแต่สามารถแปลความหมายได้  จะถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น  ผนังขิงสุสานฟาโรห์  )

2. หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่  หลักฐานทางโบราณคดี  หลักฐานจากการบอกเล่าและสัมภาษณ์  หลักฐานด้านศิลปกรรม  สถาปัตยกรรม  นาฏกรรมและดนตรี  หลักฐานทางมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา  เช่น  ขนบธรรมเนียมประเพณี  คติความเชื่อ  วิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ  ฯลฯ  (  กำแพงเมือง  เมืองโบราณ  โครงกระดูก  นับว่าเป็นหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร )

ซึ่งสามารถแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกตามยุคสมัย ได้แก่

1. หลักฐานประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เป็นสมัยเริ่มต้นอารยธรรมของมนุษย์ในภูมิภาคต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคต่างๆของโลก ได้แก่

หลักฐานประวัติศาสตร์จีนสมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่ 1. หลักฐานลายลักษณ์อักษรในสมัยราชวงศ์ชาง ปรากฎเป็นอักษรภาพจารึกตามกระดองเต่า กระดูกสัตว์ และภาชนะสำริดที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ผู้จารึกมักเป็นกษัตริย์และนักบวช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำพิธีเสี่ยงทายเกี่ยวกับสภาวะของบ้านเมืองในขณะนั้น เช่น สภาวะการเพราะปลูก สภาพวะทางธรรมชาติ การเมืองและการสงคราม 2. สื่อจี้ หรือบันทึกของนักประวัติศาสตร์เขียนโดยสื่อหม่าเฉียน โดยมีวัตถุประสงค์ในการบันทึกงานประวัติศาสตร์ของจีน คือการศึกษาพฤติกรรมของผู้นำจีนกับปรากฎการณ์ธรรมชาติเพื่อศึกษาเป็นบทเรียนของชนชั้นปกครอง 3. สุสานจักรพรรดิฉินซื่อหวงตี้ หลักฐานที่ค้นพบ คือ รูปทหารดินเผาจำนวนมากกว่า 6,000 รูป รูปม้าศึก รถศึก จัดระบบทหารตามแบบกองทัพสมัยราชวงศ์ฉิน รูปปั้นทหารที่ค้นพบจะมีลักษณะหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแต่ละคน เครื่องแต่งกายมีลักษณะเหมือนจริงและมีการเขียนด้วยสี นอกจากหลุดรูปปั้นทหารแล้วยังมีสุสานจักรพรรดิ

หลักฐานประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยโบราณ จะมีหลักฐานโบราณคดีสมัยโจมอน หลักฐานโบราณคดีสมัยยาโยย หลักฐานทางโบราณคดีสมัยหลุมฝังศพ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์อินเดีย จะมีหลักฐานทางโบราณคือ เมืองโบราณโมเฮนโจดาโรและฮารัปปา คัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ตะวันตกสมัยโบราณมีปรากฎในรูปแบบของตัวอักษรของอักษรคูนิฟอร์มของเมโสโปเตเมีย อักษรเฮียโรกลิฟิกของอารยธรรมอียิปต์ อักษรกรีกและอักษรโรมัน เช่น ประมวลกฏหมายฮัมมูราบี บันทึกกระดาษปาปิรุส งานประวัติศาสตร์ของกรีก – โรมัน

 

2. หลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยกลาง

หลักฐานจีนสมัยกลาง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ งานบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ หลักฐานแหล่งโบราณคดีถ้ำพุทธศิลป์ ในสัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศจีน โดยผ่านเส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง

หลักฐานประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยกลาง ในช่วงนี้ญี่ปุ่นได้รับเอาวัฒนธรรมจีนและพระพุทธศาสนาเข้ามาปรับปรุงประเทศ หลักฐานที่สำคัญในช่วงสมัยต่างๆได้แก่ โคจิกิ คือการบันทึกเรื่องราวของสิ่งโบราณ นิฮงโชกิ  เป็นต้น

หลักฐานประวัติศาสตร์อินเดียสมัยกลาง ได้แก่ ประวัติของชาห์ ฟีรุส งานวรรณกรรมของอะมีร์ คุสเรา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ตะวันตกสมัยกลาง ได้แก่ มหากาพย์ บทเพลงของโรลองด์ ทะเบียนราษฎร์ หนังสือแห่งกาลเวลา เป็นต้น

 

3. หลักฐานประวัติศาสตร์ในสมัยใหม่และสมัยปัจจุบัน

หลักฐานประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่และสมัยปัจจุบัน เริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ งานวรรณกรรมของหลู่ซุ่น เอกสารแถลงการณ์ร่วมประชุมระหว่างประมุขแห่ง/ผู้นำรัฐบาลอาเซียนกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่และสมัยปัจจุบันของญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ สมัยโตกุกาวา จนถึงปัจจุบัน หลักฐานที่ปรากฎคือ ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น รัฐธรรมนูธฉบับ ค.ศ. 1947

หลักฐานทางประวัติศาสตร์อินเดียสมัยใหม่และสมัยปัจจุบัน เริ่มต้นด้วยการที่พวกโมกุลสถาปนาราชวงศ์โมกุลจนถึงสมัยอังกฤษปกครองอินเดีย และได้รับเอกราชจนถึงปัจจุบัน หลักฐานที่สำคัญได้แก่ ประวัติของอักบาร์ พระราชโองการของพระราชินีวิกตอเรีย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ตะวันตกสมัยใหม่และสมัยปัจจุบัน หลักฐานที่ปรากฎได้แก่ คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง สนธิสัญญาแวร์ซาย เป็นต้น

 

 

 


หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทย

 

 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยการกระทำ การพูด การเขียน การประดิษฐ์ การอยู่อาศัยของมนุษย์ หรือลึกไปกว่าที่ปรากฏอยู่ภายนอก คือ ความคิดอ่าน โลกทัศน์ ความรู้สึก ประเพณีปฏิบัติของมนุษย์ในอดีต ความรู้สึกของคนในปัจจุบัน สิ่งที่มนุษย์จับต้องและทิ้งร่องรอยไว้ กล่าวได้ว่าอะไรก็ตามที่มาเกี่ยวพันกับมนุษย์ หรือมนุษย์เข้าไปเกี่ยวพันสามารถใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ทั้งสิ้น
การแบ่งประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์

แบ่งตามยุคสมัย
1. หลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ หลักฐานที่เกิดขึ้นในสมัยที่ยังไม่มีการบันทึกเป็นอักษร แต่เป็นพวกซากโครงกระดูกมนุษย์ ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ตลอดจนความพยายามที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ในลักษณะของการบอกเล่าต่อๆกันมา เป็นนิทานหรือตำนานซึ่งเราเรียกว่า “มุขปาฐะ”
2. หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์ คือ หลักฐานสมัยที่มนุษย์สามารถประดิษฐ์ตัวอักษร และบันทึกในวัสดุต่างๆ มีร่องรอยที่แน่นอนเกี่ยวกับสังคมเมือง มีการรู้จักใช้เหล็ก และโลหะอื่นๆ มาเป็นเครื่องมือใช้สอยที่ปราณีต มีร่องรอยศาสนสถานและประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาอย่างชัดเจน

แบ่งตามลักษณะหรือวิธีการบันทึก
1. หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารึก ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ บันทึกความทรงจำ เอกสารทางวิชาการ ชีวประวัติ จดหมายส่วนตัว หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร กฎหมาย วรรณกรรม ตำรา วิทยานิพนธ์ งานวิจัย ในการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทย มีการเน้นการฝึกฝนทักษะการใช้หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร เป็นส่วนใหญ่ จนอาจกล่าวได้ว่าหลักฐานประเภทนี้เป็นแก่นของงานทางประวัติศาสตร์ไทย
2. หลักฐานไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ หลักฐานโบราณคดี เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ เงินตรา หลักฐานจากการบอกเล่า ที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” หลักฐานด้านภาษา เกี่ยวกับพัฒนาการของภาษาพูด หลักฐานทางศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ หลักฐานประเภทโสตทัศน์ ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพสไสด์ แผนที่ โปสเตอร์ แถบบันทึกเสียง แผ่นเสียง ภาพยนตร์ ดวงตราไปรษณียากร

 

มรดกโลกอยุธยา

แบ่งตามลำดับความสำคัญ
1. หลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources) หมายถึง หลักฐานที่บันทึก สร้าง หรือจัดทำขึ้น โดยผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง หรือบ่งบอกให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นจริงๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สนธิสัญญา บันทึกคำให้การ จดหมายเหตุ กฎหมาย ประกาศของทางราชการ ศิลาจารึก จดหมายโต้ตอบ และที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ภาพเขียนสีผนังถ้ำ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ เจดีย์
2. หลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ (Secondary sources) หมายถึง หลักฐานที่เกิดจากการนำหลักฐานชั้นต้นมาวิเคราะห์ ตีความเมื่อเวลาผ่านพ้นไปแล้ว ได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร
นักประวัติศาสตร์บางท่านยังได้แบ่งหลักฐานประวัติศาสตร์ออกไปอีกเป็น หลักฐานชั้นที่สามหรือตติยภูมิ (Tertiary sources) หมายถึง หลักฐานที่เขียนหรือรวบรวมขึ้น จากหลักฐานปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาอ้างอิง เช่น สารานุกรม หนังสือแบบเรียน และบทความทางประวัติศาสตร์ต่างๆ


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.